Saturday, January 20, 2018

HANG IN THERE, KIDS!

WHITE ANT (2016, Chu Hsien-Che, Taiwan, A+30)

รู้สึกว่ามันเหมาะจะปะทะกับหนังไทยเรื่อง “ไม่มีใครปกติ” (2013, Palida Dumrongthaveesak) มากๆ แต่หนังสองเรื่องนี้มันต่างกันตรงที่ “ไม่มีใครปกติ” เป็นหนังแบบ plot-driven ที่เน้นการหักมุม ส่วน WHITE ANT เป็นหนังแนว character-driven

GODSPEED (2016, Chung Mong-Hong, Taiwan, A+10)

รู้สึกว่ามันประหลาดและเป็นตัวของตัวเองดี แต่มันไม่สนุกสำหรับเราน่ะ หรือเราอาจจะจูนไม่ติดกับมันก็ได้ คือตอนดูจะนึกถึงหนังอย่าง THE WINNER (1996, Alex Cox), ONLY GOD FORGIVES (2013, Nicolas Winding Refn), หนังของ Quentin Tarantino และหนังของธนิ ฐิติประวัติในแง่ที่ว่า มันเป็นการหยิบเอาตัวละครในหนังแนว “อาชญากรรม” มาใช้ชีวิตในหนังเซอร์เรียล หรือใส่ในหนังที่อยู่ภายใต้กฎเกณฑ์ที่แปลกประหลาด แต่เรารู้สึกว่า GODSPEED มันขาดอะไรบางอย่างที่จะทำให้เรารู้สึกสุดขีดกับมัน คือสไตล์มันก็ไม่ได้จัดจ้านแบบหนังของ Nicolas Winding Refn และโครงสร้างการเล่าเรื่องของมันก็ไม่ได้พิสดารแบบหนังของ Tarantino และธนิ ฐิติประวัติ และมันก็ไม่ได้มีความเก๋แบบหนังคัลท์ยากูซ่าญี่ปุ่นของ Seijun Suzuki หรือหนังอย่าง POSTMAN BLUES (1997, Sabu), SHARK SKIN MAN AND PEACH HIP GIRL (1998, Katsuhito Ishii) และ DIAS POLICE: DIRTY YELLOW BOYS (2016, Kazuyoshi Kumakiri) ด้วย

สรุปว่า ชอบที่มันประหลาดดี แต่เราจูนกับมันไม่ได้

HANG IN THERE, KIDS! (2016, Laha Mebow,Taiwan, A+30)

งดงามมากๆ ไม่รู้กำกับเด็กได้ยังไง ชอบความเป็นธรรมชาติของหนังน่ะ คือจริงๆแล้วหนังก็มี “ประเด็น” แทรกอยู่เต็มไปหมดนะ ทั้งประเด็นเรื่องชีวิตชนเผ่า, การติดเหล้า, การศึกษา, อาชญากรรม แต่ในขณะที่หนังมีประเด็นเรื่องชนเผ่าแทรกอยู่ด้วยนั้น หนังกลับไม่ได้ตั้งหน้าตั้งตาจะเสนอแต่ประเด็นอย่างเดียว แต่กลับถ่ายทอดชีวิตตัวละครออกมาได้อย่างเป็นธรรมชาติตลอดเวลาด้วย

รู้สึกว่าหนังมันมี “พลังของชีวิต” เปี่ยมล้นมากๆสำหรับเราน่ะ หนังมันเหมือนอยู่ตรงกลางระหว่างหนัง “ชีวิตเด็กที่ไม่มีประเด็น” อย่าง MUSASHINO HIGH VOLTAGE TOWER (1997, Naoki Nagao) ซึ่งเป็นหนึ่งในหนังที่เราชอบมากที่สุดในชีวิต กับหนัง “ชีวิตชนกลุ่มน้อย” แบบ “หนังเกี่ยวก้อย” หรือ 3 INDIAN TALES (2014, Robert Morin)

เราว่า HANG IN THERE, KIDS มันให้ “พลังชีวิต” แก่เราในแบบที่ใกล้เคียงกับหนังอย่าง MUSHROOMS (2014, Oscar Ruiz Navia, Colombia) และ MY SISTER’S QUINCEANERA (2013, Aaron Douglas Johnston) น่ะ แต่ยังไม่ถึงขั้นหนังสองเรื่องนี้นะ เหมือน HANG IN THERE, KIDS มันยังขาด magic อะไรบางอย่างอีกนิดนึง แล้วมันถึงจะสะเทือนใจเราได้เท่าหนังสองเรื่องนี้

ODE TO TIME (2016, Hou Chi-jan, Taiwan, documentary, A+25)

เราว่าผู้กำกับทำดีที่สุดแล้วล่ะ เราชอบการร้อยเรียงเรื่องต่างๆในหนังมากๆ แต่สาเหตุที่เราอาจจะยังไม่ชอบหนังถึงขั้น A+30 เป็นเพราะว่าเราไม่คุ้นกับเพลงในหนังและไม่ได้ชอบเพลงในหนังมากนัก แต่เราว่าผู้กำกับทำหน้าที่ของตัวเองได้น่าพอใจมากแล้วสำหรับเรา คือปัญหาเล็กน้อยของเราที่มีต่อหนังไม่ได้เกิดจากฝีมือการกำกับ แต่เกิดจากการที่เราไม่ได้อินกับ “เนื้อหา” ของหนังมากนัก

แต่ก็ชอบที่หนังทำให้เราได้รับรู้ความทุกข์ของคนที่จำใจต้องทิ้งจีนแผ่นดินใหญ่มาอยู่ไต้หวันนะ ซึ่งเป็นความทุกข์ของคนรุ่นพ่อแม่ของนักร้องต่างๆในหนังเรื่องนี้ เราว่าการถ่ายทอดความทุกข์ของคนรุ่นนั้นออกมาเป็นประเด็นที่น่าสนใจมากสำหรับเรา

แต่ถ้าเทียบกับหนังสารคดีเพลงเรื่องอื่นๆแล้ว เราก็ชอบหนังเรื่องนี้ในระดับ “เกือบสุดๆ” นะ เพราะเราว่าผู้กำกับทำงานได้ดี แต่อาจจะชอบน้อยกว่าหนังสารคดีเพลงบางเรื่องที่มันมี “เนื้อหา” ที่โดนใจเรามากกว่า อย่างเช่น MY BUDDHA IS PUNK (2015, Andreas Hartmann) ที่ชีวิตนักดนตรีในหนังมันน่าสนใจกว่า เพราะชีวิตนักดนตรีพม่ามันลำบากยากแค้นกว่านักดนตรีไต้หวัน หรือหนังอย่าง SONG FROM LAHORE (2015, Sharmeen Obaid-Chinoy, Andy Schocken) และ BUENA VISTA SOCIAL CLUB ที่ “ดนตรี” ในหนังมันเข้าทางเรามากกว่า


ดีใจมากๆที่ได้ดูหนังเรื่องนี้ของ Hou Chi-jan เพราะเราเคยชอบหนังเรื่อง ONE DAY (2010) ของเขาอย่างรุนแรง ถึงแม้ว่าเราชอบ WHEN A WOLF FALLS IN LOVE WITH A SHEEP (2012) ของเขาแค่ในระดับ A และชอบหนังเรื่อง JULIET’S CHOICE (2010) ของเขาแค่ในระดับ A+

Friday, January 19, 2018

A BRIGHTER SUMMER DAY

THE LAUNDRYMAN (2015, Chung Lee, Taiwan, A+30)

รู้สึกว่าหนังมันมีจุดที่ไปพ้องกับ THE TOP SECRET: MURDER IN MIND (2016, Keishi Ohtomo, Japan) โดยบังเอิญ แต่แตกต่างกันตรงที่ ในขณะที่ THE TOP SECRET ใช้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีในการแก้ไขปัญหาฆาตกรโรคจิต THE LAUNDRYMAN กลับใช้ไสยาศาสตร์ในการแก้ไขปัญหาฆาตกรโรคจิต

A BRIGHTER SUMMER DAY (1991, Edward Yang, Taiwan, second viewing, A+30)

เลือกผู้ชายคนไหนดี     
1.Xiao Si’r
2.Tiger
3.Ma
4.Honey
5.All of the above

--ชอบข้อสังเกตของ Kwan Jiyui มากๆที่ว่า Honey เหมือนพระเอกการ์ตูนญี่ปุ่น คือเราว่า Honey ดู “ดี” และ “เท่” มากๆน่ะ นึกถึงพระเอกในการ์ตูนแบบ “ไออิและมาโกโต้” ที่เราเคยอ่านตอนเด็กๆเลย

--ตอนดูหนังเรื่องนี้ เราจะนึกถึงหนังเรื่อง CRUEL STORY OF YOUTH (1960, Nagisa Oshima) ด้วย เพราะมันพูดถึง “วัยรุ่นที่เบี่ยงเบนเข้าสู่แก๊งนักเลง” เหมือนกัน แต่เราว่าถ้าเป็นหนังของ Oshima พระเอกจะเป็นแบบ Tiger มากกว่า Xiao Si’r น่ะ เพราะตัวละครนำของ Oshima จะ “มืด” หรือ “เทาเกือบดำ” ในขณะที่ตัวละครเอกของ A BRIGHTER SUMMER DAY จะ “เทาเกือบขาว”


คือเราว่าหนังของ Oshima ตัวละครจะ “แร่ดทั้งข้างนอกและข้างใน” หรือ “แรงทั้งข้างนอกและข้างใน” น่ะ แต่สิ่งที่น่าสนใจมากๆใน A BRIGHTER SUMMER DAY คือตัวละครนำข้างนอกมันดูไม่แรง แต่ข้างในมันแรง ทั้งนางเอกและพระเอก คือเราชอบมากที่พระเอกดูภายนอกไม่ใช่คนที่เกเรมากนัก แต่เขาเป็นคนที่มี “ไฟเผาผลาญอยู่ในใจ” รุนแรงมากๆ คือเขาเป็นคนที่อยู่เฉยๆจะไม่ไปเกะกะระรานใคร แต่ถ้าหากมีใครไปหาเรื่องเขาก่อน เขาก็จะกลายเป็นเพลิงเผาผลาญรุนแรงขึ้นมาทันที และในที่สุดมันก็เผาผลาญทั้งตัวเขาเองและคนใกล้ตัวเขาด้วย

Sunday, January 14, 2018

9 MOST FAVORITE CHARACTERS

9 MOST FAVORITE CHARACTERS

1.Lena, the bank clerk (Katharina Thalbach) in THE SECOND AWAKENING OF CHRISTA KLAGES (1977, Margarethe von Trotta, West Germany)

2. Carnelle (Holly Hunter) in MISS FIRECRACKER (1989, Thomas Schlamme)

3.Shirley Valentine (Pauline Collins) in SHIRLEY VALENTINE (1989, Lewis Gilbert)

4.แมงมุม (ฮึงลี้) ใน “ดาบมังกรหยก” เวอร์ชั่นเหลียงเฉาเหว่ย

5.Queen Akasha (Aaliyah) in QUEEN OF THE DAMNED (2002, Michael Rymer)

6.สิงห์สาวหน้ากากเหล็ก (Yoko Minamino) in SUKEBAN DEKA SEASON 2 (TV series, 1985)

7.Thymian (Louise Brooks) in DIARY OF A LOST GIRL (1929, Georg Wilhelm Pabst, Germany)

8.Ann Talbot (Jessica Lange) in MUSIC BOX (1989, Costa-Gavras)

9.Wai Hoi Yee (Maggie Siu) in CONSCIENCE (1994, Hong Kong TV series)

จริงๆแล้วต้องมี “เวฬุรีย์” (นิสา วงศ์วัฒน์) จาก เพลิงพ่าย (1990) ด้วย แต่หารูปจากละครทีวีเรื่องนี้ไม่ได้เลย


ส่วนตัวละครชายที่อยากได้เป็นผัวมากที่สุด คือ Ted Baker (Brad Johnson) จาก ALWAYS (1989, Steven Spielberg) แต่ก็หารูปดีๆของ Brad Johnson จากหนังเรื่องนี้ไม่ค่อยได้เหมือนกัน

Saturday, January 13, 2018

Agnès Varda’s films in my preferential order

Agnès Varda’s films in my preferential order

1.LES CREATURES (1966)

2.VAGABOND (1985)

3.DAGUERREOTYPES (1976, documentary)

4.CLEO FROM 5 TO 7 (1961)

5.KUNG-FU MASTER (1987)

6.THE GLEANERS & I (2000, documentary)

7.LES DITES CARIATIDES (1984, documentary)

8.LE BONHEUR (1965)

9.THE YOUNG GIRLS OF ROCHEFORT (1967, with Jacques Demy)

10.JACQUOT DE NANTES (1991)

11.FACES PLACES (2017, documentary)

12.YDESSA, THE BEARS, AND ETC. (2004, documentary)

13. THE GLEANERS & I: TWO YEARS LATER (2002, documentary)

14.THE YOUNG GIRLS TURN 25 (1993, documentary)

ตอนนี้ไม่แน่ใจว่า เราเคยดู THE UNIVERSE OF JACQUES DEMY (1995) หรือเปล่า เราว่าเราอาจจะเคยดูหนังเรื่องนี้ที่ Alliance Française นะ แต่ก็ไม่แน่ใจ 100% เต็ม มีใครจำได้บ้างไหมว่าหนังเรื่องนี้เคยฉายที่ Alliance หรือเปล่า

แต่หนึ่งในสิ่งที่เราภูมิใจสุดๆก็คือว่า Alliance Française ในกรุงเทพ เคยให้เราเลือกหนังฝรั่งเศส 10 เรื่องใน catalogue ของ Alliance มาฉายในช่วงปลายปี 2008 ถึงต้นปี 2009 ด้วย และเราก็เลยเลือก JACQUOT DE NANTES ของ Varda เป็นหนึ่งในสิบเรื่องนั้น เราก็เลยภูมิใจมากว่าๆ เรานี่แหละที่เป็นคนทำให้ JACQUOT DE NANTES ของวาร์ดา ได้เคยเปิดฉายในกรุงเทพในวันที่ 25 ก.พ. 2009 :-)
ส่วน ONE SINGS, THE OTHER DOESN’T (1977) นั้น เรายังไม่ได้ดู แต่อยากดูมากๆ


Sunday, January 07, 2018

NIRANAM YUMMAYOOSHI (2015, Araya Rasdjarmrearnsook, video installation, A+30)

NIRANAM YUMMAYOOSHI (2015, Araya Rasdjarmrearnsook, video installation, A+30)

--สงสัยว่า Yummayooshi แปลว่าอะไร
--ชอบตอนที่ภาพการแกะสลักรูปปั้นซ้อนทับกับภาพหมา และภาพท้องทะเลที่มีหมาวิ่งเล่น เหมือนเรามักจะชอบหนังที่มี superimposition อยู่แล้วน่ะ และวิดีโอนี้ก็เล่นกับเทคนิคนี้มากๆ
--ตอนแรกนึกว่ายาวแค่5 นาที ก็ยืนดูไปเรื่อยๆ ปรากฏว่า 15 นาทีแล้วยังไม่จบ 555

--ปรากฏว่า video installation ที่ดูในช่วงระยะนี้ เป็นวิดีโอบันทึกการสร้างผลงานประติมากรรมทั้งนั้นเลย ทั้งวิดีโอ THE MAKING OF KIRATI’S SCULPTURE (2017, Chulayarnnon Siriphol) ที่ Bangkok CityCity Gallery และ 246247596248914102516...AND THEN THERE WERE NONE (2017, Arin Rungjang) ก็มีบางส่วนที่เป็นการบันทึกการสร้างงานประติมากรรมเหมือนกัน 

REVENGER SQUAD

24 HOURS TO LIVE (2017, Brian Smrz, South Africa, A+20)

ชอบตัวละครนางเอก จองเป็นตัวนี้


GANDARRAPIDDO! THE REVENGER SQUAD (2017, Joyce Bernal, Philippines, A+5)

ถ้าพจน์ อานนท์ กำกับ SAILOR MOON มันก็คงจะออกมาแบบนี้แหละ 555

อีกอย่างนึงที่น่าจะเหมือนหนังพจน์ อานนท์ก็คือว่า มันพาดพิงมุกตลกภายในประเทศเยอะมาก ซึ่งคนนอกอย่างเราดูแล้วก็จะไม่เข้าใจ คือประมาณได้ว่า คนดูฟิลิปปินส์หัวเราะไปแล้ว 10 ครั้ง เราจะหัวเราะไปแค่ 2 ครั้ง เพราะ 80% ของมุกตลกในหนังเป็นเรื่องราวในวัฒนธรรมและสังคมฟิลิปปินส์

ฉากที่ชอบที่สุดในหนัง อยู่ช่วงต้นเรื่อง ซึ่งก็คือฉากที่แก๊งกะเทยของนางเอก ปะทะกับแก๊งกะเทย 3 คนในสนามแข่งรถ

จริงๆแล้วเราอยากให้หนังเรื่องนี้เน้นตลกมากกว่าดราม่านะ แต่ปรากฏว่าหนังเรื่องนี้ให้น้ำหนักกับดราม่ามากพอสมควร ซึ่งปกติแล้ว เรามักจะชอบอะไรแบบนี้ คือเราชอบหนังผี, หนังตลก, หนังรักโรแมนติก หรือหนัง genre ต่างๆที่มีดราม่าเป็นส่วนผสมอยู่ด้วย แต่ปรากฏว่า ดราม่าเรื่องครอบครัวหรืออะไรต่างๆในหนังเรื่องนี้ มันเป็นดราม่าที่ไม่มีอารมณ์ความรู้สึกจริงๆรองรับอยู่น่ะ เพราะฉะนั้นแทนที่ “ความเป็นดราม่า” ในหนังเรื่องนี้ จะช่วยให้หนังเข้าทางเรา มันกลับทำให้เรารู้สึกเบื่อหนังแทน และเราอยากให้หนังเล่นตลกไร้สาระ ด่าๆทอๆเหี้ยๆห่าๆไปเรื่อยๆมากกว่า

ส่วนหนังที่เราว่า “ดราม่า” แล้วเข้าทางเรามากๆ คือหนังอย่าง “ฮัลโหล จำเราได้ไหม” ซึ่งมีความเป็นหนังสยองขวัญแค่ 30-40% แต่มี “ความดราม่าชีวิตต้องสู้ + รักเลสเบียน” ซะ 60-70% และเราว่าไอ้ส่วนที่เป็นดราม่าใน “ฮัลโหล จำเราได้ไหม” มันผูกพันกับอารมณ์ความรู้สึกจริงๆของมนุษย์น่ะ เพราะฉะนั้นความดราม่ามันเลยช่วยเสริมหนังให้หนักแน่นมากๆ ในขณะที่ความดราม่าใน THE REVENGER SQUAD กลับไปถ่วงหนังแทน


Thursday, January 04, 2018

BATHING WITH FIGHTING FISH (2016, Watjakorn Hankoon, 13min, A+25)

BATHING WITH FIGHTING FISH (2016, Watjakorn Hankoon, 13min, A+25)
อาบน้ำกับปลากัด (วัจน์กร หาญกุล)

ถ้าหากใครชอบ “ยามน้ำฟ้าตกมาสู่เฮา” เราก็ขอแนะนำให้ดูหนังเรื่องนี้ด้วยนะ เราเข้าใจว่าอาบน้ำกับปลากัดมันเป็นภาคแรก ส่วน “ยามน้ำฟ้าตกมาสู่เฮา” มันเป็นภาคสองน่ะ เพราะหนังสองเรื่องนี้มีตัวละครเป็นเด็กชายวัย 11 ขวบชื่อ “เบส” และ “บีม” เหมือนกัน และน่าจะใช้นักแสดงกับสถานที่ถ่ายทำที่เดียวกันด้วย


เราว่า “ยามน้ำฟ้าตกมาสู่เฮา” มีความ cinematic กว่า “อาบน้ำกับปลากัด” แต่ “อาบน้ำกับปลากัด” มีความ homoerotic สูงกว่า เพราะมีฉากเด็กชายสองคนอาบน้ำด้วยกัน และมีฉากขี่จักรยานแบบเท้าแนบเท้ากันอย่างเริงระรื่นชื่นบานสราญเริงสุขแบบในภาพนี้

Tuesday, January 02, 2018

FAVORITE SUPPORTING ACTRESS OF THE YEAR 2017

FAVORITE SUPPORTING ACTRESS OF THE YEAR 2017

ชอบ Ruby Rose จากหนังเรื่อง RESIDENT EVIL: THE FINAL CHAPTER (2016, Paul W.S. Anderson), XXX: RETURN OF XANDER CAGE (2017, D.J. Caruso), JOHN WICK: CHAPTER 2 (2017, Chad Stahelski) และ PITCH PERFECT 3 (2017, Trish Sie, A)


เห็นมาดเธอและใบหน้าเธอแล้ว อยากให้เธอได้บทดีๆแบบ Zoe Lund และ Beatrice Dalle น่ะ แต่เรากลัวว่า ถ้าหากเธอยังเล่นแต่หนังฮอลลีวู้ดโง่ๆต่อไป เธอก็อาจจะกลายเป็นแค่ Michelle Rodriguez คนที่สอง